Cool Osaka

"Cool Osaka" โอซาก้า เมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

วัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ถูกเรียกว่า "Cool Japan" เป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตามอง และทำให้เกิด pop culture ใหม่ๆที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานประเพณีดั้งเดิม เมื่อลองมองย้อนกลับไปในอดีต จะพบว่าในศตวรรษที่ 16 เมื่อเซ็น โนะ ริคิวได้ให้กำเนิดพิธีชงชา สำนึกด้านความงามอันเงียบสงบแบบที่เรียกว่า “Wabi” และ “Sabi” ได้เผยแพร่ไปทั่ว ต่อมา เมื่อการค้าขายเจริญรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 17 ข้าวของต่างๆและวัฒนธรรมจากต่างประเทศถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่น จะว่าไปแล้ว ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของโอซาก้า ซึ่งเกิดจากการรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาและพัฒนาจนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะตัวนี่แหละคือตัวแทน “Cool Japan” อันแสนเท่ห์ ดังนั้น จึงอยากนำทุกท่านไปสัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ชาวโอซาก้าในมุมมอง "Cool Osaka" กันบ้าง

จิตศรัทธาต่อศาสนาที่มองไม่เห็น แต่ยังฝังรากลึก

ต้นไม้กลางหุบเขา  Kongozanคนทั่วไปมักพูดว่า “ชาวญี่ปุ่นไม่มีจิตศรัทธาในศาสนา” แต่ในความเป็นจริง คำว่าไม่มีจิตศรัทธาในศาสนาอาจไม่ถูกนัก กล่าวคือคนญี่ปุ่นมิได้เชื่อในพระเจ้าเพียงองค์เดียว แต่จิตศรัทธาที่ว่านั้นกลับแทรกซึมติดอยู่กับการดำเนินชีวิต กลายเป็นประเพณีและวัฒนธรรม จิตศรัทธาของชาวญี่ปุ่นมีรากฐานอยู่บนแนวคิดของชินโตที่สักการะทวยเทพจำนวนมหาศาล ที่เชื่อว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นฝน ดวงอาทิตย์ ต้นไม้ หรือปฐพี ล้วนมีเทพสถิตอยู่ทั้งสิ้น ต่อมาภายหลังจึงได้มีการรับเอาศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ฯลฯ เข้ามา จนเกิดเป็นศาลเจ้า วัด โบสถ์ และพิธีกรรมต่างๆที่ทำกันในแต่ละครอบครัว

เทศกาล tenjin matsuriศาลเจ้ามีอยู่ทุกท้องที่ โดยมีเจ้าที่ (Uji-gami)ปกป้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ และความเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงชีวิตของผู้คน ภายในศาลเจ้านอกจากจะมีศาสนสถานอันเปี่ยมด้วยความขลังสำหรับสักการะบูชาแล้ว ยังมีลานกว้างซึ่งเป็นทั้งที่เล่นสำหรับเด็ก ๆ และสถานที่จัดงานพิธีต่างๆของท้องถิ่น นอกจากจะได้เห็นผู้คนมาประนมมือสักการะกันที่หน้าวิหารหลักแล้ว ท่านอาจได้เห็นภาพของผู้คนที่ยกมือไหว้จากด้านนอกเขตศาลเจ้าระหว่างกำลังเดินทางไปทำงานหรือไปเรียน โดยไม่ได้สวดมนต์หรือขอพรอะไรเป็นพิเศษ แต่แค่ปรบมือและประนมมือไหว้เท่านั้น ก็สามารถทำให้คนญี่ปุ่นจิตใจสงบได้

บ่อน้ำสำหรับล้างมือบ้วนปากในศาลคนญี่ปุ่นยึดถือความเชื่อที่ว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ และจะส่งต่อไปยังลูกหลายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดวงวิญญาณบรรพบุรุษคือเทพเจ้า การถือกำเนิดขึ้นมาจึงหมายถึงการสืบทอดดวงวิญญาณจากเทพเจ้า หรือเทพเจ้าเป็นผู้ทำให้เราได้เกิดมาและมีชีวิตบนโลกใบนี้ ความสำนึกในบุญคุณของเทพเจ้านี้ก่อให้เกิดประเพณีการไปนมัสการศาลเจ้าเพื่อรายงานความเป็นไปในทุกช่วงจังหวะสำคัญของชีวิต ประเพณีช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ชาวญี่ปุ่นจะไปศาลเจ้าได้แก่ ประเพณีตั้งชื่อในคืนวันที่เจ็ดหลังเด็กคลอด ประเพณีไปนมัสการศาลเจ้าเมื่อทารกอายุ 1 เดือน เทศกาลฉลองอายุครบ 3-5-7 ปี พิธีแต่งงาน พิธีฉลองครบอายุ 77 ปีและ 88 ปี เป็นต้น และเมื่อชีวิตจบสิ้นลง ชาวญี่ปุ่นก็เชื่อว่าตนจะกลายเป็นเทพเจ้าร่วมกับบรรพบุรุษ คอยดูแลปกป้องลูกหลานสืบต่อไปอีกคนหนึ่ง

ศาล Osaka Temmanguปัจจุบัน แค่ศาลเจ้าทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนกับทบวงศาลเจ้าก็มีจำนวนมากกว่า 80,000 แห่ง ศาลเจ้าที่สำคัญในโอซาก้าได้แก่ ศาล Sumiyoshi-taisha ที่สถิตของเทพเจ้าแห่งท้องทะเลซึ่งเชื่อกันมาตั้งแต่โบราณว่าจะช่วยคุ้มครองนักเดินเรือให้ปลอดภัย ศาล Imamiya-Ebisu ซึ่งสักการะเทพแห่งการค้าขาย และเป็นสถานที่ฉลองพิธี Tokaebisu และศาล Osaka Temmangu ที่มีเทพเจ้าประจำศาลเป็นเทพแห่งวิทยาการ และเป็นศาลเจ้าที่จัดงาน Tenjin Matsuri ศาล Osaka Temmangu มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งในหมู่ชาวโอซาก้ามาตั้งแต่อดีตว่า “ท่านเท็นจินแห่งเท็มมะ” กล่าวกันว่า เทพประจำศาลเป็นเทพที่อดีตเคยเป็นมนุษย์ แต่ปัจจุบันเป็นดวงวิญญาณที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ เทพอื่น ๆ ที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ก็เช่น โชกุน Tokugawa Ieyasu ซึ่งสถิตอยู่ที่ศาล Nikkotoshogu และจักรพรรดิ Meiji ซึ่งทรงได้รับการบูชาอยู่ที่ศาล Meiji-jingu เทพประจำศาล Temmangu ของโอซาก้าหรือที่เรียกกันว่า “ท่านเท็นจิน” เคยเป็นนักปราชญ์และได้ไต่เต้าถึงตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายขวาในสมัยเฮอัน นามว่า Sugawara no Michizane ด้วยความเป็นผู้ปราดเปรื่องในเรื่องวิชาการ จึงได้รับการยกย่องให้เป็นเทพแห่งวิทยาการ เป็นที่นับถือกันอย่างแพร่หลายในหมู่นักเรียนนักศึกษานับแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่การสอบแข่งขันกันเข้าเรียนทวีความดุเดือดขึ้น

ศาลเจ้าเป็นสถานที่ซึ่งแค่เพียงเราได้ก้าวเท้าเข้าไป ก็จะสามารถรับรู้ได้ถึงบรรยากาศอันสงบ ก่อนที่จะไปที่ศาล ทุกท่านควรเรียนรู้วิธีการนมัสการที่ถูกต้องตามที่นักบวชของศาล Osaka Temmangu ได้แนะนำข้างล่างนี้

วิธีนมัสการ

วิธีนมัสการ

พอเข้าประตูแล้วให้ไปที่บ่อน้ำล้างมือ

  • ตักน้ำใส่กระบวย
  • ถือกระบวยด้วยมือขวา รินน้ำล้างมือซ้าย
  • เปลี่ยนสลับมาถือกระบวยด้วยมือซ้าย และรินน้ำล้างมือขวา
  • ถือกระบวยด้วยมือขวาและรินน้ำใส่มือซ้ายรินใส่ปาก จากนั้นพอกลั้วปากเสร็จให้บ้วนน้ำออกมา
  • ถือกระบวยตั้งขึ้น และให้น้ำที่เหลืออยู่ไหลผ่านด้ามจับเพื่อชำระล้างด้ามจับ

หลีกเลี่ยงการเดินตรงกลางทางสักการะ เนื่องจากเป็นที่ๆเทพเจ้าผ่านไปมา คนทั่วไปควรเดินเลียบซ้ายหรือขวาเพื่อเข้าสู่วิหารหลัก อธิษฐานต่อเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วใส่เงินบริจาคลงในตู้

  • คำนับ 2 ครั้ง
  • ปรบมือ 2 ครั้ง
  • คำนับ 1 ครั้ง

※หากเป็นศาลเจ้าที่มีระฆัง ให้ใส่เงินบริจาคก่อน แล้วสั่นระฆังจากนั้นจึงคำนับ 2 ครั้ง
※จำนวนเงินบริจาคมิได้มีข้อกำหนดใดๆทั้งสิ้นว่าต้องเท่าไร

ร้านเก่าแก่กับฝีมืออันทรงเสน่ห์ของช่างฝืมือ

แทบจะไม่มีประเทศใดเลยแม้แต่ยุโรป ที่มีร้านค้าอายุเก่าแก่กว่าร้อยปีหลงเหลืออยู่มากมายเท่าญี่ปุ่น การสืบทอดธุรกิจเพียงอย่างเดียวต่อกันมาหลายต่อหลายรุ่นคือหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการสั่งสมและขัดเกลาฝีมือในการผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับยุคสมัย โดยไม่กลัวความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในโอซาก้ามีร้านเก่าแก่แบบที่ว่านี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก

Tanseidoคนญี่ปุ่นใช้กระดาษในชีวิตประจำวันค่อนข้างมากแม้ในทุกวันนี้ ยกตัวอย่างเช่นเฟอร์นิเจอร์อย่างบานประตูกรอบไม้กรุกระดาษ หรือบานเลื่อนกั้นห้องก็ล้วนแต่ต้องใช้กระดาษสาญี่ปุ่น รวมทั้งการห่อหรือซองเงินก้นถุง “Noshi Bukuro” ก็เป็นวัฒนธรรมเฉพาะของญี่ปุ่น เทคนิคเรื่องกระดาษพับที่สวยงาม รวมไปถึงกระดาษสาสีสันงดงามตามประเพณีนั้น เพียงแค่ชมก็เพลิดเพลินได้แล้ว ร้านTanseido ที่สืบทอดกิจการมาตั้งแต่สมัยเอโดะมีทั้งอุปกรณ์เครื่องเขียนเช่น พู่กัน หมึกฝน นอกจากนี้ยังมีกระดาษสาญี่ปุ่น เครื่องหอมวางเรียงรายให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อของเป็นของฝากได้ตามใจชอบ

Honkokoroyaอีกอย่างหนึ่งที่ลืมไม่ได้เมื่อพูดถึงญี่ปุ่น คือกิโมโน แม้ว่าผู้คนจะใส่เสื้อผ้าแบบตะวันตกในชีวิตประจำวันก็ตาม แต่เมื่อต้องไปร่วมงานอย่างเป็นทางการ ชุดกิโมโนก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเกิดกระแสนิยมการแต่งชุดกิโมโนในหมู่วัยรุ่น ทำให้ท่านอาจเห็นหนุ่มสาวในชุดยูคะตะ หรือชุดกิโมโนแบบสบายๆมากขึ้น และจากกระแสดังกล่าวก็ทำให้มีการหันกลับไปมองของกระจุกกระจิกแบบญี่ปุ่นอย่างพวกผ้าสำหรับห่อของ หรือผ้าเช็ดมือ จนทำให้ผ้าเช็ดมือของร้าน Honkokoroya ที่ใช้วิธีย้อมแบบโบราณและมีดีไซน์แนวป๊อบของโอซาก้ากลายเป็นของยอดนิยมอยู่ในขณะนี้

Babamanแต่ถ้าจะพูดถึงสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็คือร้านกระเป๋าทำด้วยมือ Babaman ที่เก่าแก่ที่สุดในโอซาก้า ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 1901 ร้านนี้มีทั้งกระเป๋าที่เป็นลวดลายเบสิคไม่เคยมีการปรับเปลี่ยนเลยมากว่า 100 ปี และยังมีกระเป๋าที่ลูกค้าสามารถสั่งทำเป็นพิเศษได้อีกด้วย มีคนจำนวนมากที่นำกระเป๋าใบเดิมไปให้ที่ร้านซ่อมแล้วซ่อมอีก เพราะยิ่งใช้นานเท่าไร ความเก๋าก็ยิ่งจะเด่นชัดขึ้นเท่านั้น มันเป็นเครื่องแสดงความไม่สุรุ่ยสุร่าย ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นแต่โบราณกาล

ดังสุภาษิตว่า “Onko Chishin” หรือ “การศึกษาของเก่านำไปสู่ความรู้ใหม่” ชาวญี่ปุ่นได้ศึกษาค้นคว้าของเก่าและนำเอาความรู้ใหม่ๆ ที่ได้มาพัฒนาจนทำให้ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบว่าเป็น “Cool Japan”

ร้านเก่าแก่ สัญลักษณ์ของเมืองแห่งอาหารการกิน “Kuidaore”

ในโอซาก้ามีร้านอาหารอร่อยอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ยิ่งถ้าเป็นร้านเก่าร้านแก่แล้ว รสชาติของมันยิ่งอร่อยเป็นพิเศษ

ShobentangoteiHozenji Yokocho ที่อยู่ในย่าน Minami เป็นตรอกเล็กๆที่ยังเหลือกลิ่นอายของความเก่าและสงบสุขของโอซาก้าในอดีต พอยกมือไหว้เทพฟุโดที่มีตะไคร่เกาะทั้งตัว และเดินทะลุผ่านตรอกแคบๆมาสักครู่ ก็จะพบร้าน “Shobentangotei” ซึ่งป้ายชื่อร้านเป็นฝีมือเขียนของ Oda Sakunosuke นักนวนิยายเรื่อง “Meotozenzai” ซึ่งเขาได้กล่าวถึงร้าน “Shobentangotei” ด้วย บรรยากาศของร้านอาจจะดูใหม่ แต่ทว่ารสชาติอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ประดิดประดอยอย่างพิถีพิถันนั้น ไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้วันเวลาจะล่วงไปกว่าร้อยปีแล้วก็ตาม

Dotombori ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของโรงละครอยู่ถึง 5 โรงได้แก่ Naniwa-za, Naka-za, Kado-za, Asahi-za, Benten-za ซึ่งมีผู้คนมากมายครึกครื้นกับละคร โรงละคร Shochiku-zaที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน แม้จะไม่ได้เป็น 1 ใน 5 โรงละครดังกล่าว แต่ด้วยลักษณะของโรงละครที่สวยงามในสไตล์แบบ Neo-renaissance จึงดึงดูดสายตาของผู้คน อาคารรูปทรงแข็งแรงมั่นคงที่อยู่ติดไปทางทิศตะวันตกของโรงละครเป็นร้านขายเนื้อคุณภาพชั้นเยี่ยมชื่อ Hariju ซึ่งมีเนื้อรสชาติแสนอร่อยวางเรียงราย เนื้อของร้านนี้อร่อยถึงขนาดที่ว่า หากเป็นชาวโอซาก้าพอได้เห็นแค่กระดาษห่อของร้านก็จะตื่นเต้นดีใจทันที ท่านสามารถกินสุกี้ยากี้ ชาบูชาบู หรือเสต็กเนื้อที่ร้านอาหารด้านในได้ด้วย

Shibatoส่วนที่ย่าน Kita มีร้านขายปลาไหลย่างชื่อ Shibato ที่เคยส่งปลาน้ำจืดให้กับตระกูลของโชกุนในสมัยก่อน ร้านนี้มีประวัติยาวนานเกือบ 300 ปี เมนู Mamushi ที่เจ้าของร้านคนแรกคิดค้นเป็นอาหารดังของโอซาก้าทำโดยแทรกปลาไหลระหว่างข้าวสวย แล้ววางปลาไหลทับอีกทีก่อนนำไปนึ่ง ทำให้ปลาไหลฟูนุ่มลิ้น ข้าวก็ชุ่มน้ำซอสรสชาติเข้มข้น

ร้าน Suehiro ภายในบรรยากาศเงียบสงบของร้าน Suehiro ที่คิดค้นเมนูเนื้อที่คนญี่ปุ่นภูมิใจอย่างชาบูชาบู มีภาพพิมพ์ ภาพเขียนของ Munakata Shiko จิตรกรที่มีชื่อเสียงระดับโลกประดับอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นร้านที่ลูกค้าสามารถดื่มด่ำไปกับทั้งอาหาร ภาชนะ และภาพศิลปะได้

Kappo Tempura Kitahachiถ้าจะทานเทมปุระอาหารที่มีแฟน ๆ ชาวต่างชาติมากมาย ต้องยกให้ Kappo Tempura Kitahachiร้านเทมปุระที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 1907 ชั้น 1 เป็นที่นั่งแบบเคาน์เตอร์ ชั้นสองมีที่นั่งทานในห้องเสื่อแบบญี่ปุ่น สไตล์การนั่งกินอาหารญี่ปุ่นหน้าเคาน์เตอร์เกิดขึ้นในโอซาก้าเป็นแห่งแรก ลูกค้าสามารถมองเห็นพ่อครัวที่อยู่ด้านตรงข้ามเคาน์เตอร์ที่ตัวเองนั่ง และพ่อครัวก็สามารถจะทำเทมปุระโดยถามความพอใจของลูกค้าที่นั่งอยู่ตรงหน้าได้ แม้บรรยากาศอาจจะเกร็งและตื่นเต้นเล็กน้อย แต่การสื่อสารกันระหว่างพ่อครัวกับลูกค้าก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของโอซาก้า ไม่ใช่เฉพาะเรื่องอาหาร แต่การมีเทคนิคที่จะสนทนาเรื่องความงาม การแสดง เรื่องฤดูกาลธรรมชาติต่างๆ นับเป็นความสามารถเฉพาะตัวของพ่อครัวเช่นกัน

ขนมฝอยทองญี่ปุ่นของร้าน Tsuruyahachimanในเรื่องของหวาน ร้าน Tsuruyahachiman ที่ Semba ซึ่งดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 1863 เป็นร้านขนมญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมจากคนทุกระดับตั้งแต่กูรูด้านพิธีชงชาไปจนถึงสามัญชนทั่วไป ร้านที่ Semba และที่โรงแรม Righa Royal อันเป็นโรงแรมเก่าแก่บรรยากาศดูดีมีรสนิยมเท่านั้น ที่ลูกค้าสามารถนั่งดื่มน้ำชาเขียวและทานขนมตามฤดูกาลได้

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของรสชาติที่แม้ว่ายุคสมัยหรือความชอบของคนจะเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังคงเป็นที่รักของทุกคนอย่างต่อเนื่อง คือฝีมือที่เชื่อถือได้ ซึ่งเป็นเสมือนเสน่ห์ของร้านเก่าแก่นั่นเอง

ชั้นใต้ดินห้างสรรพสินค้า “Depa-chika” ที่แสน Cool

“Depa-chika” เป็นคำที่เริ่มใช้ในวงการโฆษณาตั้งแต่ปี 2000 หมายถึงแผนกขายอาหารทั้งแห้งและสดซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้า ในญี่ปุ่น ห้างส่วนใหญ่จะอยู่เชื่อมติดกับสถานีของรถไฟใต้ดิน ทำให้เกิดความสะดวกสบายต่อคนญี่ปุ่นมาช้านาน เรียกได้ว่า “Depa-chika” มีข้าวของใหม่ๆ มารวมกันอยู่มากมาย สนนราคาก็ไม่ได้แพงเหมือนที่คิด เสียงเรียกลูกค้าให้มาชิมสินค้าด้วยเสียงดังของพ่อค้าแต่ละร้าน นโยบายลดราคาในช่วงใกล้ปิดห้างทำให้มันดูเป็น “ตลาดไฮโซ” ของโอซาก้ามากกว่าเป็นห้าง จากนี้จะแนะนำ 4 ห้างดังของโอซาก้าและสินค้าสุดฮิตของแต่ละแห่ง

ย่าน Kita เป็นย่านที่บรรดาห้างสรรพสินค้าต้องแข่งขันกันอย่างหนัก และเพื่อรองรับ “Osaka Station City” ที่จะเปิดในฤดูใบไม้ผลิปี 2011 บริเวณสถานีรถไฟ JR โอซาก้ากำลังมีการก่อสร้างอาคารใหม่ๆอยู่ บรรยากาศก็เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อย ๆ

“Ikayaki” ชั้นใต้ดินชั้น B1 ของห้าง Hanshin นี้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น “Hanshin foods”มี “สแน็คบาร์” หรือโซนให้ลูกค้ายืนกินเสมือนไม่ใช่ห้าง ที่นี่ทุกอย่างเป็นบริการแบบช่วยตัวเอง ลูกค้าสามารถซื้ออุด้ง เนะงิยาคิหรือข้างแกงกระหรี่จากร้านที่ตนชื่นชอบ และเมื่อกินเสร็จก็คืนภาชนะด้วยตัวเอง อาหารทุกอย่างทำเสร็จรวดเร็ว ปริมาณก็พอเหมาะ จึงสะดวกมากในเวลาที่เร่งรีบหรือแค่กินเป็นอาหารว่าง “Ikayaki” หรือแป้งทอดใส่ปลาหมึกเป็นอาหารดังที่ขายได้ประมาณ 10,000 ชิ้นต่อวัน ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 1950 ท่านที่ต้องการใช้เวลาเพื่อช้อปปิ้งมากกว่าการนั่งทานอะไรนานๆ แนะนำให้ต่อแถวที่นี่ รอหน่อยแต่ก็คุ้มค่า

ขนม Okaki ที่ขายด้วยวิธีชั่งน้ำหนักแบบดั้งเดิมห้างที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยคาดว่าจะสามารถเปิดตัวอย่างหลังการครั้งใหญ่ได้ในปี 2012 คือ ห้าง Hankyu ที่มีชั้นอาหารถึง 3 ชั้นด้วยกัน Patisserie Hamon เป็นแบรนด์เฉพาะของห้างที่มี “ขนมหวานชาเขียว” ที่ใช้ชาเขียวญี่ปุ่นของร้านเก่าแก่ดั้งเดิมชื่อ Chabo ในเมือง Uchi ของเกียวโต ขนมนี้ขายจำนวนจำกัดต่อวัน นอกจากนี้ยังมีขนม Okaki ที่ขายด้วยวิธีชั่งน้ำหนักแบบดั้งเดิมของโอซาก้า เรียกได้ว่าที่นี่มีขนมโดยเฉพาะของหวานพร้อมพรั่ง รวมไปถึงของดังที่มาจากทั่วญี่ปุ่น ทั้ง Fuyakiojiru หรือซุปใสที่แค่เติมน้ำร้อนก็ทานได้ทันที่ Tsukudani หรืออาหารเคี่ยวโชยุและน้ำตาลที่สามารถทานกับข้าวสวยได้โดยไม่ต้องยุ่งยาก

ร้านขนมอบ Petit Alcylon ซึ่งขาย Macaronที่ Minami มีห้าง Daimaru ที่ตัวอาคารคลาสสิคมาก ชั้น B1 และ B2 ของอาคารหลักเป็นแผนกอาหาร ไม่ว่าอาหารที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นหรือ “อาหารพื้นบ้าน”ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของผู้คนสมัยก่อนทั้งในแง่การถนอมอาหารและเครื่องปรุงวางเรียงรายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายคมบุ Rishiri ฮอกไกโด ปลาคัทสึโอะจาก Makurazaki จังหวัด Kagoshima ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีแผนกของหวานทั้งแบบญี่ปุ่นและฝรั่งเป็นจำนวนมาก เช่นร้านขนมอบ Petit Alcylon ซึ่งขาย Macaron และชาฝรั่งที่ผสมผสาน Yuzu และ Kinako ญี่ปุ่นลงไป

ห้าง Takashimaya เจะเปิดให้บริการได้ทุกอาคารในฤดูใบไม้ผลิปี 2011หลังปิดปรับปรุงใหม่มานานแล้ว แผนกอาหารของห้างหรือ Namba Depa-chika Marche ยึดถือ “ความสด อร่อย ราคาย่อมเยา” เป็นหัวใจในการทำให้ลูกค้าเลือกหาเนื้อ ผัก และผลไม้ที่สดถูกใจในบรรยากาศแบบตลาดสด ภายในห้างมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆอย่างร้าน Meijiya ร้านขายของเบ็ดเตล็ดที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกในห้างสรรพสินค้าเขตคันไซ ส่วนร้าน Kakiyasu honten ที่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อมัตสึซากะก็มีพื้นที่สำหรับนั่งทาน นอกจากนี้ยังมีร้านดังที่ได้รับความนิยมกันอย่างต่อเนื่องในเขต Minami และยังมีวัสดุทั้งแบบญี่ปุ่นและฝรั่งซึ่งใช้ในในชีวิตประจำวันวางขายอยู่มากมาย ถ้าอาหารที่ขายไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ารสชาติอร่อยและคุ้มราคาก็คงขายที่โอซาก้าไม่ได้แน่นอน ยิ่งเมื่อเป็น Depa-chika การแข่งขันยิ่งดุเดือด ร้านที่จะอยู่รอดคือร้านที่คัดสรรมาแล้วจริง ๆ เท่านั้น เมื่อมาญี่ปุ่น=โอซาก้า อย่าพลาดการแวะชม “Depa-chika หรือ “ย่านบันเทิงของการกิน”

จากสัมผัสทั้งห้า ผ่านการเยือนและกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลชินโต การจับจ่ายสินค้าหรือรับประทานอาหารที่ร้านเก่าแก่ หรือ “Depa-chika” มั่นใจว่าท่านจะเข้าถึงรากลึกของความเก๋าที่เรียกว่า “Cool Osaka” ได้ และนั่นย่อมหมายถึงความสนุกที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อมาเยือนโอซาก้าด้วย