WINE AND DINE OSAKAกิน ดื่ม เที่ยว เดินในโอซาก้า

Wine and  Dine Osaka

Once known as the Nation's Kitchen, Osaka still holds the title of Food Capital of Japan. Here, food is so varied, so abundant and so tasty that locals have coined the expression kuiadore - literally to eat oneself bankrupt. Fittingly, the city has well over 100 Michelin-starred restaurants serving everything from 16-course kaiseki meals at Honkogetsu to deceptively simple yakatori at Ayamua. And while Osaka has some of the world's finest dining establishments, many of the best food experiences won't leave you anywhere close to bankrupt. To sample Osaka's best local fare, head down to the canals of Dotombori where street vendors sell takoyaki (octopus balls) and okonomiyaki (cabbage pancake) straight off the grill. Or to experience the authentic atmosphere of Osaka from days gone by, stroll down the stone-paved, lantern-lit alleyway of Dotombori's Hozenji Yokocho lined on both sides with small food shops and cafes.

More authentic Osaka can be found at Shinsekai, located to the west of Tennoji Park. Under the 100-metre-tall Tsutenkaku Tower, inspired by the Eiffel Tower, hundreds of authentic restaurants can be found serving delicacies like kushi-yaki (breaded, friend skewers) and the poisonous puffer fish known as fugu.

Finally, any gourmet experience would not be complete without a visit to the basement floor of departments stores like Takashimaya and Daimaru, where possibly the world's greatest food show takes place every day. On display here are literally thousands of the most exquisitely prepared items, from trays of pastries to barrels of vibrant pickles to mountains of sushi. And if you venture to the upper floors, you'll find some of the finest restaurants where you can sit down for a superb meal.

อิ่มอร่อยที่ "ครัวของประเทศ"

เชื่อกันว่าการที่คนโอซาก้ายิ้มแย้มแจ่มใสและดูมีน้ำใจกว่าคนในภูมิภาคอื่นๆของประเทศนั้น มาจากการที่พวกเขากินแต่อาหารอร่อยๆมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ด้วยความที่โอซาก้าเป็นเมืองชายทะเลและยังเป็นท่าเรือการค้าระหว่างประเทศมาแต่เนิ่นนานแล้ว ทำให้วัสดุสำหรับประกอบอาหารถูกลำเลียงมาขึ้นที่นี่ และได้ถูกแปรมาเป็นอาหารรสเลิศจากฝีมือพ่อครัวชั้นนำ จนเป็นที่มาของชื่อที่ว่า "Kuidaore" หรือเมืองแห่งการกิน

Kuidaore

ไปหาอะไรทานที่ "Kuidaore" เมืองแห่งการกิน

คำว่า "Kuidaore" ตามพจนานุกรมนั้น มีความหมายว่า "กินจนหมดเนื้อหมดตัว" แต่สำหรับคนโอซาก้าแล้ว คำดังกล่าวหมายความว่า "บรรจงกินแต่อาหารที่เอร็ดอร่อยจริงๆ" พ่อครัวชาวโอซาก้าจะภูมิใจในการปรุงแต่งและประดิษฐ์อาหารของตนด้วยการเลือกสรรวัสดุที่มีคุณภาพเป็นหลัก เช่นเดียวกับชาวเมืองซึ่งเป็นผู้บริโภคทั่วไปเองก็จู้จี้เรื่องกินมาก ด้วยเหตุนี้ จึงเชื่อกันว่า ร้านอาหารใดที่สามารถประกอบกิจการในโอซาก้าอย่างต่อเนื่องได้ ร้านนั้นๆย่อมมีฝีมือในการปรุงอาหารดีทีเดียว
เมื่อท่านไปหาอาหารประเภทต่างๆทานในทุกๆแห่งของโอซาก้า ไม่ว่าอาหารญี่ปุ่น อาหารนานาชาติ หรืออาหารจานสะดวก ท่านจะไม่ผิดหวังกับรสชาติของมันเลย

kissaten

นอกจากนั้น สนนราคาของอาหารที่นี่ยังมีให้เลือกได้หลายๆแบบ ตั้งแต่ถูกสุดๆไปจนถึงแพงสุดๆ ร้านอาหารสำหรับครอบครัวที่มีเมนูสำหรับเด็กเป็นพิเศษ ร้านก๋วยเตี๋ยวราเมง Café Restaurant หรือร้านยืนทานตามสถานีรถไฟ หรือสำหรับท่านที่รีบเร่ง ร้านอาหารฟาสต์ฟูต หรือร้านกาแฟในเครือจากอเมริกา รวมทั้งร้านสะดวกซื้อซึ่งมีปิ่นโตและขนมปังวางขายมากมายก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับท่านที่เป็นคอกาแฟ แนะนำให้ลองจิบกาแฟตามค้อฟฟี่ช้อปเล็กๆ (Kissaten) ในโอซาก้าดูสักครั้ง ราคาไม่ผิดกับร้านสตาร์คบัคส์เท่าใด แต่บรรยากาศเงียบๆ ถ้วยกาแฟที่ใช้ และรสชาติกาแฟแท้ๆจะช่วยทำให้ท่านหายเหนื่อยได้เป็นอย่างดีหลังจากเดินเที่ยวจนเหนื่อย

hozenji

แหล่งที่มีร้านอาหารเรียงรายอยู่มากมายได้แก่ บริเวณ Kita และ Minami โดยเฉพาะแถว Dotombori ตั้งแต่แถวหน้าสถานีไปตามอาเขตการค้า ชั้นล่างและชั้นบนของห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย ศูนย์การค้าใต้ดินทั่วไป สนนราคาก็แล้วแต่ความหรูหราของร้าน แทบทุกร้านจะมีอาหารพลาสติคเหมือนของจริงประดับอยู่ที่ตู้โชว์หน้าร้าน

market

นักท่องเที่ยวสามารถสั่งอาหารด้วยการชื้ โดยไม่ต้องใช้ภาษาได้เลย ราคาอาหารแทบทุกร้านจะรวมราคาภาษีมูลค่าเพิ่มไปด้วยในตัวแล้ว แต่สำหรับในโรงแรมหรือภัตตาคารสุดหรู อาจมีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม หลังรับประทานอาหารเสร็จ นักท่องเที่ยวต้องนำบิลล์ที่พนักงานนำมามอบให้ที่โต๊ะไปชำระเงินที่เคาวน์เตอร์ด้านหน้า ก่อนที่จะออกจากร้านไป ภัตตาคารหรูๆรับเครคิตการ์ต แต่ร้านเล็กๆต้องชำระเป็นเงินสดอย่างเดียว บางร้าน ลูกค้าต้องซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติหน้าร้านก่อน

japanese food

ร้านอาหารประเภทต่างๆในโอซาก้า

นอกจากร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไปแล้ว ในโอซาก้ายังมีร้านอาหารฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน จีน เกาหลี เสปน อินเดีย และไทย ฯลฯ อยู่ทุกแห่งหนใจกลางเมือง บางร้านมีเชฟที่มาจากประเทศนั้นๆ และบางร้านโดยเฉพาะร้านฝรั่งเศสและอิตาเลี่ยน ส่วนใหญ่เป็นเชฟชาวญี่ปุ่นที่ไปเรียนทำอาหารมาจากประเทศนั้นๆโดยตรงบ้าง และแทบทุกคนยังจบการศึกษารับประกาศนัยบัตรจากโรงเรียนสอนทำอาหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนอาชีวะแห่งแรกทางด้านอาหารที่เปิดขึ้นในญี่ปุ่นด้วย

ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ต

คนญี่ปุ่นนิยมนำปิ่นโตไปทานที่โรงเรียนหรือที่ทำงานมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ด้วยเหตุนี้ตามแผงขายของในสถานีรถไฟ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย จึงมีปิ่นโตสารพัดแบบวางขายในราคาย่อมเยา

หรือท่านที่ต้องการลองยืนทานแบบรวดเร็วตามสไตล์ญี่ปุ่นก็สามารถแวะเข้าไปตามร้านก๋วยเตี๋ยวโซบะบนแพลตฟอร์มรถไฟที่สถานีใหญ่ๆ หรือร้านเหล้าที่มีโอเดง (ผักและลูกชิ้นตุ๋น) หรือ Kuchi-katsu (ผัก ปลา กุ้ง เนื้อเสียบไม้ชุบขนมปังทอด)

แผงขายอาหารราคาถูกเช่นก๋วยเตี๋ยวราเมงร้อนๆมักเปิดจากช่วงเย็นไปแล้ว สำหรับท่านที่ต้องการทานซูชิราคาไม่แพง เชิญที่ Kaiten Sushi ซึ่งเป็นซูชิที่มาตามสายพานหยิบเฉพาะชนิดที่ต้องการได้ โดยพนักงานร้านจะคิดราคาตามจำนวนจานที่ทาน ซูชิแบบสายพานนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นที่โอซาก้า

Coffee Shops

ค้อฟฟี่ช้อป

ค้อฟฟี้ช้อปที่อยู่ทั่วไปในญี่ปุ่น รวมทั้งโอซาก้า รู้จักกันในภาษาญี่ปุ่นว่า "Kissaten" นักธุรกิจญี่ปุ่นนิยมนัดคุยกับลูกค้าที่ค้อฟฟี่ช้อป พนักงานบริษัทเองก็นิยมหาเวลาพักผ่อนหลังอาหารกลางวันที่ค้อฟฟี่ช้อป เพียงกาแฟถ้วยเดียว ท่านสามารถนั่งพักได้เป็นชั่วโมงทีเดียว ค้อฟฟี่ช้อปมีชื่อเสียงในโอซาก้าบางแห่งผลิตกาแฟสำเร็จรูปสูตรพิเศษวางขายเองด้วย พวกเขาจะภูมิใจในรสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟที่เสิร์ฟให้กับลูกค้า เพราะรูปรสที่แตกต่างกับร้านกาแฟสาขาทั่วไป

แต่สำหรับท่านที่ต้องการกาแฟสตาร์บัคส์หรือกาแฟธรรมดาทั่วไป ก็มีร้านเปิดบริการตามหน้าสถานีและอาเขตการค้าทั่วเมือง

stand-up food

Tachi-nomi

Tachi-nomi เป็นร้านสำหรับบรรดาคอเหล้าหลังเลิกงานแล้วแวะดื่มสักจีบสองจิบก่อนกลับบ้าน แปลตรงๆเป็นภาษาไทยได้ว่า "ร้านยืนดื่ม" ข้างในร้านมีเคาวน์เตอร์สำหรับพนักงานเตรียมเหล้าและอาหารแคบๆ มีม่านสั้นๆแขวนบอกชื่อร้านไว้ด้านหน้า ลูกค้าก็เพียงเข้าไปยืนที่หน้าเคาวน์เตอร์ยาวๆ โผล่หัวไปใต้ม่านสั่งอาหารยืนทาน บางคนที่ทนความเมื่อยได้อาจยืนนานหน่อย แต่ปกติแล้ว เนื่องจากทั้งเหล้าและอาหารมีราคาไม่สูงนัก ลูกค้ามักจะออกไปหลังดื่มกินได้สัก 3-40 นาทีเท่านั้น ผลัดเปลี่ยนให้คอเหล้ารายใหม่เขามาเสียบแทน

Local Osaka Fare

เมนูแนะนำของโอซาก้า

จากการที่โอซาก้าเป็นศูนย์กลางการค้าและเป็นท่าเรือสำคัญระหว่างประเทศ ทำให้มีสินค้าจากที่ต่างๆทั้งในและนอกประเทศถูกลำเลียงมาขึ้นบกที่นี่มากมาย หนึ่งในสินค้าสำคัญดังกล่าวได้แก่สาหร่าย Kombu จากฮอกไกโด ซึ่งเป็นสาหร่ายขนาดใหญ่ในกลางทะเลลึกเหมาะสำหรับสกัดทำน้ำซุป อาหารดั้งเดิมที่ถือกำเนิดในโอซาก้าแทบทุกชนิดมีสูตรที่ใช้ Kombu เป็นวัสดุในการสกัดน้ำซุปแทบทั้งนั้น

อาหารที่ลือชื่อและใช้ Kombu เป็นวัสดุได้แก่ Tako-yaki, Okonomiyaki, Kitsune-udon ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ใช้แป้งเป็นส่วนผสมหลัก นอกจากรสชาติที่ถูกปากนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว ราคายังเบาอีกด้วย ส่วนอาหารหรูที่เป็นที่นิยมของชาวโอซาก้ามากที่สุด โดยเฉพาะในฤดูหนาวคือ Tecchiri หรือปลาปักเป้าหม้อดิน (จริงๆต้องบอกว่าหม้อแสตนเลสมากกว่า)

ลองมาดูกันว่าอาหารเหล่านั้นเป็นอะไรกันบ้าง

Tako-yaki

Tako-yaki

Tako-yaki เป็นแสน็คทานเล่นเป็นอาหารว่างก็ได้ หรือจะทานแทนอาหารมื้อใดก็ได้ หน้าตาคล้ายขนมครก คำหนึ่งขนาดเท่าลูกชิ้นปลาใหญ่ๆหน่อย ข้างในเป็นปลาหมึกยักษ์ หัวหอม ขิงดอง เปลือกกรอบๆโรยด้วยปลาแห้งกับสาหร่ายป่น ราดด้วยซ้อสเค็มๆหวานๆ หรือทับด้วยมายองเนสอีกที บางร้านก็มีพริกป่นให้ด้วย ถ้าซื้อทานตามแผงลอย เขาจะใส่กระทงกับไม้จิ้มฟันให้ ราคาราว 300 -450 เยน ตามหน้าร้าน Tako-yaki ชื่อดัง จะมีทั้งคนแก่และคนสาวยืนคอยคิวกันยาวทีเดียว พอได้กระทงมา ก็จะเอาปากเป่าไปด้วย กินไปด้วยๆความเอร็ดอร่อย

สำหรับท่านที่ไม่ถนัดที่จะยืนหรือเดินทานหน้าร้าน แถว Minami จะมีร้าน Tako-yaki เปิดบริการอยู่ทั่วไป แต่ละร้าน จะมีเมนูพิเศษ และบางร้านอาจไม่ใช้ซ้อสเลยก็มี สำหรับคนโอซาก้าแล้ว Tako-yaki ที่อร่อยจะต้องเปลือกกรอบ ข้างในนิ่มรสชาติกลมกล่อม ซึ่งรสชาติจะอร่อยหรือไม่อยู่ที่น้ำซุปที่ใช้ละลายแป้งนั่นเอง

สำหรับร้านที่มีชื่อเสียงและเป็นร้านแรกที่สุดของโอซาก้าที่คิด Tako-yaki ขึ้นมาคือร้าน Aizu-ya เปิดบริการตั้งแต่ค.ศ.1933 สำหรับนักท่องเที่ยว สามารถหารับประทานได้จากสาขาของร้านที่ Naniwa Kuishimbo Yokocho ซึ่งเป็น Food Court ใน Tempozan Market Place

Okonomi-yaki

Okonomi-yaki

Okonomiyaki แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "แล้วแต่ชอบ" หน้าตาเหมือนหอยทอด แต่วัสดุหลักคือกระหล่ำปลีหั่นฝอยคลุกแป้งและน้ำซุป หรืออาจใส่ต้นหอมแทนก็ได้แล้วแต่ชอบจริงๆ โดยทั่วไปแล้ว ส่วนผสมอื่นก็จะมีขิงดอง เนื้อหมู กุ้ง ปลาหมึก ไข่สด นำมาคลุกๆกันแล้วทอดลงไปบนกระทะ Teppan ร้อนๆ ลาดด้วยซ้อสหรือมายองเนส โรยปลาแห้ง Katsuo-bushi สาหร่ายป่น Aonori และสำหรับคนไทย คงต้องโรยพริกป่นเติมหน่อย จึงจะถูกปาก ร้านที่มีชื่อได้แก่ร้าน Chibo หรือ Fugetsu และ Boteju ร้านแนะนำอีกร้านคือ Yamamoto ต้นตำหรับ Negiyaki ร้านแรกในญี่ปุ่นที่ใช้ต้นหอมแทนกระหล่ำปลี ทานกับโชยูและบีบมะนาวราดนิดๆ

Kitsune Udon

Kitsune Udon

Udon หมายถึงก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากข้าวเจ้าคล้ายก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ในเมืองไทย แต่เส้นจะกลมๆอ้วนๆเหมือนเกี๋ยมอี๋ แต่เป็นเส้นยาว Udon เป็นอาหารที่มีทานทั่วไปในญี่ปุ่น แต่ Kitsune Udon นั้นเป็นเมนูที่พ่อครัวร้านก๋วยเตี๋ยวในโอซาก้าคิดขึ้นมาเป็นคนแรก ถ้าจะให้อธิบาย คงต้องบอกว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวหน้าฟองเต้าหูต้มซีอิ้วหวาน ซุปที่สกัดจากสาหร่าย Kombu และปลาแห้งจะมีความหวานมันในตัวของมันเอง ก๋วยเตี๋ยว Udon ลวกให้แข็งหน่อยๆจะดูดซึมรสน้ำซุปเข้าไปเพิ่มความอร่อยแก่เส้นก๋วยเตี๋ยว ส่วนฟองเต้าหูนั้นจะออกหวานๆ ซึ่งสำหรับคนไทยที่ไม่คุ้นเคยอาจแปลกใจว่าทำไมเอาอะไรหวานไมาใส่ในก๋วยเตี๋ยว แต่สำหรับคนญี่ปุ่นทั่วไปแล้ว เจ้า Kitsune Udon นี้เป็นเมนูฮิตอันหนึ่งทีเดียว

Tecchiri

Tecchiri

Tecchiri เป็นหนึ่งในเมนูราคาแพงของอาหารโอซาก้าอย่างหนึ่ง มันเป็นเนื้อปลาปักเป้าที่เสริ์ฟด้วยการทำเป็นอาหารหม้อดิน จริงๆแล้วเป็นหม้อแสตนเลสมากกว่า ปกติ ปลาปักเป้าหม้อดินจะเสริ์ฟเป็นชุด โดยเริ่มจากเนื้อปลาแล่บางๆสีขาวใส ทานสดๆจิ้มกับน้ำจิ้มพอนซุ หรือโชยูผสมน้ำมะกรูดสด และต้นหอมสด ตามมาด้วยหนังปลาซึ่งกรุบๆอร่อย หลังจากเนื้อปลาสดจึงจะเป็นเจ้า Tecchiri หรือหม้อดินนี้ ปลาปักเป้าส่วนที่ทานกับหม้อดินจะถูกหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม เป็นส่วนที่ไม่กินสด นำไปลวกทานกับผักกาดขาว วุ้นเส้น แครอท และผักอื่นๆ จิ้มน้ำจิ้มเดียวกัน และท้ายสุดตามคอร์ส คือเมื่อน้ำซุปเหลืออยู่ จะใส่ข้าว และไข่สดลงไปทำเป็นข้าวต้มโรยต้นหอมนิด เป็นอันจบคอร์ส ถ้าทานจบคอร์สในหน้าหนาว ออกมาจากร้าน ร่างกายก็อบอุ่นพอดี สำหรับปลาปักเป้าทะเลแท้ ตัวใหญ่ราคาเกือบ 2 หมื่นเยน ถ้าปลาเลี้ยงก็แต่เศษหนึ่งส่วนสี่ แต่ผู้รู้เขาว่ารสชาตินั้นผิดกว่ากันมาก

Udon-tsuki

Udonsuki ก็เป็นเมนูก๋วยเตี๋ยว Udon อีกเมนูหนึ่งที่ถือกำเนิดขึ้นจากภัตตาคารในโอซาก้า เป็นก๋วยเตี๋ยวที่เสริ์ฟเป็นชุดกับอาหารทะเลเช่นกุ้ง หอย ปู ปลา และผักต่างๆที่ลวกมาแล้วเรียบร้อย วิธีทานก็คล้ายๆกับการทานสุกี้ที่เมืองไทย ค่อยๆใส่ผักใส่เครื่องลงไปลวกในหม้อต้มน้ำซุป น้ำจิ้มเป็นพอนซุรสเปรี้ยวๆเค็มๆนิดๆ ตบท้ายด้วยก๋วยเตี๋ยว Udon ภัตตาคารที่มีชื่อมากที่สุดและเป็นต้นตำรับสำหรับ Udonsuki คือร้าน Mimiu

Shabu Shabu

Shabu Shabu

สำหรับ Shabu-shabu นั้น คาดว่าชาวไทยหลายท่านคงพอรู้จักและเคยทานกันมาบ้างที่เมืองไทย เจ้า Shabu-shabu หรือที่คนไทยคิดว่าเป็นสุกี้นั้นเป็นเมนูที่ถือกำเนิดจากโอซาก้านี่เอง คำว่า Shabu-shabu หมายถึงเสียงตอนที่เอาตะเกียบคืบเนื้อแล่บางๆลงไปจุ่มน้ำแล้วส่ายมือไปมา ทำให้เกิดเสียงชาบุชาบุขึ้น เนื้อบางๆลวกแค่ไม่กี่วินาทีก็สุกแล้ว สำหรับท่านที่ไม่ทานเนื้อวัว ก็สามารถสั่งเนื้อหมูมาแทนได้ แต่ถ้าท่านทานเนื้อวัวได้ ขอแนะนำให้ลองทานเนื้อวัวแล่บางๆที่ร้านชาบุชาบุดีๆดู รับรองว่าท่านจะติดใจไปอีกนาน น้ำจิ้มมีทั้งพอนซุ และน้ำจิ้มงาบดปนกับมาสตาด

Hakozushi

Hakozushi

Hakozushi เป็นซูชิที่ไม่ได้ใช้ปลาสดแบ่งเป็นคำๆอย่างที่เห็นทั่วไป แต่เป็นซูชิซึ่งนำเอาเนื้อปลาหรือเนื้อกุ้งที่ใช้ไปหมักกับน้ำส้มสายชูปรุงรสก่อนล่วงหน้า แล้วจึงค่อยนำมาอัดกับข้าวด้วยเครื่องอัดไม้ ออกมาเป็นก้อนสี่เหลี่ยมก่อนที่จะถูกตัดเป็นคำๆทานโดยไม่ต้องจิ้มโชยูญี่ปุ่น วัสดุที่ใช้บ่อยได้แก่ปลาไหลย่าง กุ้ง เห็ดหอม ปลาหมึก ไข่ เป็นต้น ความที่วัสดุที่ใช้ได้ผ่านการหมักกับน้ำส้มสายชู หรือย่างมาแล้ว จึงเหมาะกับการแพ็คใส่กล่องกลับไปทานที่บ้านหรือกลางทางได้ ร้าน Yoshino Sushi เป็นร้านแรกที่คิดเมนูนี้ขึ้น

Me-oto Zenzai

Me-oto Zenzai

Me-oto Zenzai เป็นขนมหวานทำจากถั่วแดงต้มร้อนๆลาดบนข้าวเหนียวโมจินิ่มๆก้อนเล็กๆ ร้านตั้งอยู่ที่ Hozenji Yokocho "Me-oto" แปลว่า "สามีภรรยา" การที่ขนมร้านนี้มีชื่อเสียงนั้น ไมลำพังแต่รสชาติเท่านั้น แต่การที่ร้านเสริ์ฟทีละสองถ้วยคู่เหมือน "สามีภรรยา" จึงทำให้ฮือฮาไปทั่ว ยิ่งเมื่อ Oda Sakunosuke นักวรรณกรรมของญี่ปุ่นนำไปแนะนำในนิยายที่เขาเขียนขึ้น ยิ่งทำให้ผู้คนจากทั่วประเทศพากันมาลิ้มรสมากขึ้น ร้านนี้เปิดดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี 1908 แล้ว

Kushi-katsu

Kushi-katsu

Kushi-katsu เป็นอาหารอีกเมนูหนึ่งที่ถือกำเนิดในโอซาก้า ใช้กุ้ง เนื้อวัว เนื้อหมู ปลา ผักชนิดต่างๆชุปแป้งและขนมปังเสียบไม้ทอดร้อนๆ จิ้มด้วยซ้อสหอยนางรม หรือเกลือป่น ที่ร้าน Yae-katsu ในย่าน Shinsekai ซึ่งเป็นร้านหนึ่งที่เสริ์ฟ Kushi-katsu ราคาถูก มักมีผู้คนเรียงแถวรอทานกันแน่นไปหมดในวันหยุด ร้านแถวนี้จะมีถ้วยน้ำจิ้มใหญ่ๆวางไว้ข้างหน้า พร้อมผักกระหล่ำปลีสด กฏในการจิ้มที่ท่านไม่ควรฝ่าฝืนสำหรับที่นี่คือ ท่านจะต้องเอาอาหารเสียบไม้นั้นจิ้มลงไปในน้ำจิ้มเพียงครั้งเดียว ไม่ใช่กัดแล้วมาจิ้มอีก เพราะมันเป็นน้ำจิ้มรวมของคนอื่นๆด้วย (แต่ถ้าน้ำจิ้มไม่พอจริงๆ จะเอาใบกระหล่ำปลีช้อนเอาก็ได้) ส่วนที่ร้าน Shiruhisa ที่ Hozenji Yokocho นั้นเป็นร้านแรกที่นำเอาวัสดุใหม่ๆที่ร้านอื่นๆไม่เคยใช้มาก่อนกว่า 40-50 ชนิดมาเสียบไม้ทอด จิ้มกับน้ำจิ้ม 5 ประเภทที่พ่อครัวจะแนะนำให้ว่าควรจิ้มอะไรกับน้ำจิ้มไหน ผักประหล่ำปลีสด แครอท และแตงกวาสดทานคู่ไปด้วยแก้เลี่ยนได้ดีมาก บรรยากาศเหมือนเคาวน์เตอร์บาร์เล็กๆ ที่ร้านก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความอร่อย แต่ราคาค่อนข้างสูงหน่อย

Dotombori

อาเขตการค้าที่สำคัญของย่าน Minami มีสัญญลักษณ์ที่โรงละคร Shochiku-za ร้านปู Kanidoraku ซึ่งมีปูยักษ์จำลองเป็นเครื่องหมายร้าน และ ป้ายกูลิโกะที่มีแสงไฟกระพริบยิบยับยามค่ำคืน

ตรอก Hozenji Yokocho

ตรอกแคบๆที่เงียบสงบใจกลางย่านการค้า Minami ซึ่งมีผู้คนจอแจทั้งวันทั้งคืน ผู้คนมักแวะเวียนมานมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัด Hozenji ที่ตั้งอยู่สุดตรอกนี้

ย่าน Shinsekai

ย่าน Down Town บริเวณ Minami นอกจากหอคอย Tsutenkaku อาเขตการค้า Jan-jan Yokocho แล้ว สัญลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของที่นี่คือตะเกียงกระดาษรูปปลาปักเป้า ชาวเมืองโอซาก้านิยมเรียกบริเวณนี้ว่า Deep Osaka

Dotombori Imai

ร้านอุด้งซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่คศ.1964 แถวย่าน Dotombori ที่พลุกพล่าน กว่า 60 ปีที่ร้านเสริ์ฟอุด้งรสชาติกลมกล่อมไม่เปลี่ยนแปลง

Takimi Koji

Food Theme Park ชั้นใต้ดินของอาคาร Umeda Sky Building บรรยากาศคล้ายสมัยก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายในมีร้านอาหารประเภทต่างๆราว 20 ร้าน

กิจกรรม

PAGE TOP