มีการประดิษฐ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นครั้งแรกของโลกขึ้นที่โอซากา
ตอนนี้ ใครๆ ก็รู้จักบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่ต้องอธิบายให้ยืดยาวหรอก เราใช้เป็นอาหารว่าง อาหารค่ำ อาหารเมื่อทำงานล่วงเวลา อาหารในยามฉุกเฉิน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีบทบาทที่หลากหลายในสถานการณ์ต่างๆ ของแต่ละวัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของเราไปเสียแล้ว ปริมาณบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อปีของญี่ปุ่นก็มากถึง 5,100 ล้านมื้อ (ในปี 2551 — สำรวจโดยสมาคมอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปญี่ปุ่น) หรือเฉลี่ยคนละ 39.9 มื้อต่อปี หรือแต่ละคนรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันประมาณเดือนละ 3-4 ครั้งนั่นเอง น่าจะพูดเสียใหม่ว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารประจำชาติไปแล้ว!
และความเป็นยอดนิยมนั้น ไม่ได้พบเฉพาะแต่ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อพูดถึงปริมาณบริโภคทั่วโลกในแต่ละปี จะมากถึง 93,600 ล้านมื้อ (จากผลสำรวจเดียวกัน) หรือตัวเลขจำนวนมหาศาลทีเดียว แม้จะเป็นปริมาณที่จินตนาการได้ยาก แต่ดูเหมือนว่าจะกินกันทั่วโลก จึงคงอยากจะพูดว่า “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารของชาวโลก” อีกด้วย ในตอนนี้ นักบินอวกาศเองก็ใช้เป็นเสบียงเมื่อ “ท่องไปในอวกาศ” กันอีกด้วย สำหรับที่บ้านของฉันเอง ได้เตรียมไว้เป็นอาหารสำรองอย่างน้อย 5 มื้อเสมอ เมื่อกลับมาดึกๆ หรือในวันที่กระเป๋าแฟบ ก็พึ่งพาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแต่เพียงอย่างเดียวอยู่บ่อยๆ เราคงสงสัยกันว่า ใครคิดค้นอาหารยอดนิยมเช่นนี้ขึ้นมา
เมื่อพูดเช่นนี้ คราวนี้ก็ขอแนะนำมาที่ “อาคารที่ระลึกการประดิษฐ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ซึ่งเป็นชื่อสถานที่ที่อยู่ในเมืองอิเคดะของจังหวัดโอซากา ถ้าจะเขียนแล้วละก้อ อิเคดะเป็น “ดินแดนที่เกิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” มีบ้านของคุณโมโมฟุคุ อันโด ผู้ก่อตั้งบริษัทนินชินฟูดส์จำกัด และเป็นผู้ประดิษฐ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ศาลาวิจัย” ที่อยู่ในสวนเป็นถิ่นกำเนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแห่งแรกของโลกในปี 2501 คือบะหมี่ไก่ ที่ “อร่อยได้ทันที อร่อยได้ล้นเหลือ” ซึ่งรู้จักกันดีนั่นเอง เพื่อเป็นที่ระลึกถึงผลงาน จึงได้ก่อตั้ง “อาคารที่ระลึกการประดิษฐ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ในปี 2542 เพื่อถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของ “การประดิษฐ์ การคิดค้น” ที่เล่าถึงประวัติศาสตร์และกระบวนการของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ในอาคารมีภูมิหลังจุดกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ประวัติศาสตร์ วิธีการผลิตและสิ่งอื่นๆ และ “โรงงานบะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปของฉัน” (ไม่ต้องจองล่วงหน้า แต่เสียเงิน) ที่เลือกซุปและเครื่องปรุงเพื่อผลิตคัปนูดเดิ้ลแบบไม่เหมือนใคร หรือ “ครัวประสบการณ์การผลิตบะหมี่ไก่” ที่ทดลองทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ด้วยตัวเอง (ต้องจองล่วงหน้า และเสียเงิน) ซึ่งต่างเป็นที่นิยมกันมาก ดูท่าทางจะน่าสนุกจริงๆ!
ตั้งแต่กำเนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนถึง
“การเดินทางในอวกาศปี 2548″
เดินทางไปยังอาคารที่ระลึกการประดิษฐ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยลงรถไฟที่สายฮันคีวทาการาซุกะ สถานีอิเคดะ แล้วเดินไปทางทิศใต้ 5 นาที หาได้ไม่ยาก เพราะเดินตรงไปตามถนนที่ชื่อว่า “ถนนสายบะหมี่ (นูดเดิ้ลโร้ด)” อาคารที่อยู่ด้านหน้า มีรูปปั้นทองสัมริดยิ้มเก๋อยู่บนแท่นบะหมี่ถ้วย แนบบะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูปไว้ที่แขนข้างหนึ่ง สังเกตดูให้ดี นี่คือรูปปั้นของคุณโมโมฟุคุ อันโด ผู้ให้กำเนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั่นเอง เอาละ ได้เวลาเข้าไปในอาคาร ฉันรวบรวมแผนผังและเอกสารอื่นๆ ที่ทางเข้าอาคารซึ่งสว่างไสว แล้วสาวเท้าเข้าไป!
ศาลาวิจัยที่กำเนิด “บะหมี่มหัศจรรย์”
สิ่งแรกที่มองเห็นคือ “ห้องวิจัย” ของคุณอันโด ที่จำลองมาอีกครั้ง แม้กระนั้น ก็เป็นแค่ศาลาเรือนไม้ที่น่าจะมีลูกหมูสักสองสามตัวโผล่ออกมา….. ด้านนอกมีรูปทรงของไก่ตัวเป็นๆ กับรถจักรยานที่เอาถุงแป้งสาลีซ้อนไว้ที่ท้ายและนำเข้ามา ที่ทางเข้า มีรูปทรงสภาพการตากแห้งที่ขยายขนาดของแผ่นแป้งสาลีไว้บางๆ ในห้อง มีพื้นที่ประมาณ 8 ตารางเมตร มีหลอดไฟฟ้า กับนาฬิกาลูกตุ้ม นอกจากหม้อต้มแบบจีน มีภาชนะพวกกะละมัง ตาชั่ง ทัพพี กระชอน หม้อนึ่ง เป็นต้น เป็นเครื่องครัวที่มีในแต่ละบ้านอยู่แล้ว เมื่อพูดถึงบะหมี่สำเร็จรูป อาจมีภาพพจน์ว่าผลิตกันแบบไฮเทค แต่รู้สึกตกใจที่รู้ว่า ได้ผลิตมาจาก “ห้องครัวธรรมดา” แบบนี้ คุณอันโดคงจะมุมานะบุกบั่นในการวิจัย แทบไม่ได้กินไม่ได้นอน หมกมุ่นอยู่เป็นเวลาแรมปี
สิ่งที่คุณอันโดมุ่งมั่นคือ บะหมี่ที่ “เตรียมไว้ในบ้านเรือนที่รับประทานได้เสมอ ทุกที่ ทุกเวลา และไม่ยุ่งยาก” “รับประทานได้ทันที หากมีเพียงแค่น้ำร้อน” ในศาลาวิจัย คุณอันโดสามารถจับแนวความคิดต่างๆ เพื่อเอามาพัฒนาต่อไปได้ ตัวอย่างเช่น กระบวยตักน้ำขนาดใหญ่ เพราะว่า เมื่อราดซุปปรุงสำเร็จลงบนบะหมี่ จะทำให้รสชาติแผ่สยายไปได้ทั่วถึง ต่อมา เอาบะหมี่ที่ปรุงรสแล้วไปใส่ลงในตะแกรงช้อนบะหมี่ที่ทำเอง ให้ได้ก้อนละมื้อ ทอดด้วยน้ำมันในหม้อจีนขนาดใหญ่ เพื่อให้แห้งทันที (ภาพการทอดแสดงด้วยเสียงซู่ซ่า และรูปของสิ่งที่อยู่ในหม้อ) ซึ่งเล่ากันว่า ได้ความคิดมาจากการทอดเทมปุระของภรรยาของคุณอันโดนั่นเอง เมื่อทอดบะหมี่ด้วยน้ำมัน น้ำในบะหมี่จะหายไปจนแห้ง และบะหมี่จะเกิดรูพรุนมาก (คล้ายผิวแป้งของกล้วยทอด) การที่บะหมี่แห้งช่วยให้เก็บรักษาได้นาน หรือเทน้ำร้อนลงไป น้ำจะเข้าไปในรูพรุนจนบะหมี่คืนรูปเดิมได้ทันที
แต่น่าสงสัยว่า ทำไมใช้เนื้อไก่มาทำเป็นซุป เล่ากันว่าในวันหนึ่ง ไก่ที่เลี้ยงไว้ข้างๆ ศาลาวิจัย ร้องลั่นและดิ้นพราดเมื่อถูกเชือดเพื่อปรุงเป็นอาหาร ลูกชายมองดูด้วยความตกใจและกลัวสุดขีด เลยเลิกรับประทานเนื้อไก่ไปเลย หากแต่ชอบอกชอบใจกับบะหมี่ใส่ซุปที่ทำจากไก่ชุบแป้งทอด ในตอนนั้น ก็เลยนึกได้ว่า ทำซุปที่มีรสเนื้อไก่ดีกว่า ในตอนหลัง คุณอันโดพูดว่า “ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่ไม่รับประทานไก่ ดังนั้นคนทั่วโลกคงจะยอมรับบะหมี่รสไก่”
ด้วยเหตุนี้ ในปี 2501 “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไก่” ที่เป็นบรรพบุรุษของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมา ในตอนนั้น เราเรียกบะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูปที่เติมน้ำร้อนแล้วรับประทานได้ทันทีกันว่า “บะหมี่มหัศจรรย์” “ปรุงได้ง่าย” “เก็บได้ที่อุณหภูมิปกติ” “ราคาประหยัด” “ปลอดภัยและถูกหลักอนามัย” ยิ่งไปกว่านั้นยัง “อร่อยมาก” นี่คือความ “มหัศจรรย์” ของบะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูป เล่ากันว่า ผู้คนทั่วโลกต่างนิยม “บะหมี่มหัศจรรย์” ที่คุณอันโดประดิษฐ์ขึ้นมา เป็นสิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ของศตวรรษที่ 20 ที่เปลี่ยนแปลงอาหารของโลกเสียทีเดียว
ติดตามเส้นทางของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
เมื่อออกจากศาลาวิจัย ก็เดินไปตามผนังนิทรรศการสีขาวที่ขยายความยาวออกทางซ้ายมือ นิทรรศการนี้แสดงถึงประวัติพัฒนาการของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ใช้รูป ภาพถ่าย เครื่องมือที่ใช้งานจริงและสิ่งอื่นๆ ว่าตั้งแต่คุณอันโดประดิษฐ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้ว ได้เผยแพร่และทำให้คนทั้งโลกรับประทานกันได้อย่างไร
การกำเนิดของบะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูป
ในตอนแรก มาดูกันว่าทำไมต้องเป็น “บะหมี่ (ราเมน)” จอภาพที่ผนังแสดงสภาพของเมืองหลังสงครามโลก คุณอันโดคงจะเห็นแถวผู้คนเข้าคิวกันยาวไม่น้อยกว่า 20 เมตร ที่ร้านราเมนแห่งหนึ่งในตลาดมืดของโอซากา ในตอนกลางคืนในฤดูหนาว หลังจากสงครามจบไปไม่นาน คงจะคิดว่า …. อากาศหนาวเช่นนี้ และคนช่างใช้ความพยายามเหลือเกินเพื่อจะรับประทานราเมนสักชาม ผู้คนช่างเอาใจใส่ “อาหารการกิน” กันมาก …. ความรู้สึกจากสภาพที่แท้จริงเช่นนี้เชื่อมโยงสู่การพัฒนาบะหมี่สำเร็จรูปได้ทีเดียว
ไปสู่การผลิตบะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูปในเชิงอุตสาหกรรม
ดูเหมือนว่า ในตอนแรก คนในครอบครัวเท่านั้นที่ช่วยกันผลิตบะหมี่ไก่สำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นมา ภรรยาเป็นคนปรุงซุป ส่วนลูกๆ ช่วยบรรจุลงซอง ทุกคนร่วมกันบรรจุลงในลัง และเข็นออกไปขายวันต่อวัน ในวันหนึ่ง บะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูปกลายเป็นสิ่งติดอกติดใจของแม่บ้าน ในมหกรรมอาหารชวนชิมที่จัดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองโอซากา! เล่ากันว่า กลายเป็นสินค้าที่ขายดีอย่างเทน้ำเทท่า เพราะว่า แค่มีน้ำร้อนก็พอ คุณอันโดรู้สึกท้าทาย จึงคิดว่าจะให้คนทั่วประเทศได้รับประทาบะหมี่ชนิดนี้ แล้วจึงก่อสร้างโรงงานเพื่อผลิตแบบแมสโปรหรือแบบโรงงาน ด้วยระบบการผลิตอัตโนมัติแบบครบวงจร
กำเนิดบะหมี่ถ้วย
คุณอันโดเดินทางไปสำรวจตลาดในสหรัฐอเมริกาโดยพกพาเอาบะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูปไปด้วย เพื่อจะขยายตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปทั่วโลก แน่ละ คนอเมริกาก็ให้ความสนใจอย่างมากมาย แต่ที่นี่กลับพบขวากหนามที่ใหญ่หลวง ชาวอเมริกาแทบไม่ใช้ตะเกียบหรือถ้วยบะหมี่ หากแต่คนอเมริกาที่ซื้อบะหมี่ได้แกะซองเอาบะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูปใส่ในถ้วยกระดาษ เติมน้ำร้อน และรับประทานโดยใช้ซ่อม ในจุดนี้คุณอันโดได้ความคิดใหม่ขึ้นมา คือ “ก๋วยเตี๋ยวถ้วย” นั่นเอง! ต่อมาในปี 2514 ก็บังเกิด “บะหมี่ถ้วย” ขึ้น สินค้านี้เป็น “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชั้นยอด” ที่ต้องการแค่ “น้ำร้อน” อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังสะท้อนความคิดของคุณอันโดไว้ในอีกหลายๆ จุด ตัวอย่างเช่น “โครงสร้างชั้นลอย” ที่รองรับเส้นบะหมี่ให้อยู่กลางถ้วย เพราะบะหมี่แนบสนิทกับถ้วย เมื่อขนส่ง บะหมี่ไม่แตกหัก และเมื่อเติมน้ำร้อน น้ำจะไหลไปทางด้านล่างของบะหมี่ ทำให้บะหมี่คืนรูปได้อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ได้ความคิดเรื่องฝาที่เป็นแผ่นฟิล์มมาจากที่ใส่ถั่วมาคาเดเมียที่แจกกันเมื่ออยู่ในเครื่องบิน กล่าวคือ เน้นการพัฒนาใหม่มาจนถึงจุดที่เล็กน้อย
โลกของอาหารการกิน
เมื่อเป็นเช่นนี้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลายเป็นอาหารที่รับประทานกันได้แม้ในต่างประเทศ เมื่อชมนิทรรศการในตอนต่อไป ก็เข้าใจได้ทันทีว่า สินค้าชนิดนี้ขยายตลาดไปทั่วโลกได้ในระดับไหน แผนที่โลกขนาดใหญ่ที่ติดไว้ที่ผนังแสดงเครื่องหมายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสีแดง ที่แยกระดับการบริโภคไว้ในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น อังกฤษ 2.6 ไนจีเรีย 14 เวียดนาม 39.1 สหรัฐฯ 43.2 จีน 451.7 …. เอ้อ หน่วยเป็นร้อยล้านมื้อเชียวนะ
และยังแสดงบะหมี่ถ้วยในส่วนต่างๆ ของโลกเอาไว้ด้วย ดูเหมือนว่า มีการผลิตไปตามวัฒนธรรม รสนิยมและความต้องการของแต่ละประเทศ เช่นแบบรสมะเขือเทศ แบบข้าวต้มโจ๊ก แบบเต็มไปด้วยผัก แบบเผ็ดพริกขี้หนู เป็นต้น วาว… ฉันเคยรับประทานบะหมี่รสต้มยำกุ้งแบบไทยอีกด้วย อร่อยมาก เพราะมีรสเผ็ดๆ เปรี้ยวๆ ถึงใจ
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปท่องอวกาศ
เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2548 มีการปล่อยกระสวยอวกาศ ดิสคอเวอรี่ได้สำเร็จ นอกจากนักบินอวกาศญี่ปุ่นคือคุณโซอิชิ โนกุฉิแล้ว “สเปสแรม” หรือบะหมี่อวกาศรุ่นแรกของโลกก็ได้ออกเดินทางไปพร้อมกันด้วย ซุปประกอบด้วยซุปรสโชยุ (ซีอิ๊วญี่ปุ่น) รสมิโซ รสแกงกะหรี่ และรสโทนคัตสุ รวม 4 ชนิด มีการผลิตเป็นพิเศษเพื่อให้บะหมี่คืนรูปได้ที่จุดเดือด 70 องศาเซลเซียสในอวกาศ กล่าวกันว่า สภาพไร้น้ำหนักทำให้รสก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หากแต่บะหมี่ชุดนั้นให้รสชาติที่เหมือนอยู่บนพื้นโลก จนคุณโนกุฉิพูดว่า อร่อย “อย่างน่าประหลาดใจ” ทีเดียว เรามองเห็นว่า คุณโนกุฉินที่รับประทานบะหมี่อย่างน่าเอร็ดอร่อยในกระสวยอวกาศนั้น มีความสุขมากมายสักเพียงใด เมื่อกลับมาที่พื้นโลก คุณโนกุฉิได้มาที่นี่พร้อมกับภาพ “อาคารที่ระลึก” (บริเวณนี้) ที่ถ่ายมาจากอวกาศอีกด้วย เอ พวกเราไม่เห็นรูปทรงของอาคารที่ระลึกแห่งนี้อย่างชัดเจนนัก แต่มีลูกศรที่แสดงว่า “ตรงนี้แหละ” ขอได้โปรดเพ่งสายตามองกันเองแล้วกันนะครับ!
เอาละ นิทรรศการยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมาย เช่น “โรงละครบะหมี่ถ้วย (คัปนูดเดิ้ลดรามาเธียร์เตอร์)” ที่เป็นการ์ตูนและปรากฏภาพคุณอันโด หรือ “ตารางมหัศจรรย์” ที่สนุกกับปริศนาเกี่ยวกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น ดูเหมือนว่า พวกเด็กๆ หันหน้าเข้าหาหน้าจอ และช่วยกันหาคำตอบกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดทีเดียว คงมีความรู้สึกว่า “ฉันก็เป็น ดร. บะหมี่กับเขาด้วยคนหนึ่ง” กระมัง
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ ลองไปชม “เส้นทางชีวิตของคุณโมโมฟุคุ อันโด” ที่มีภาพถ่าย เหรียญตรา ตลอดจนลายมือเขียนบันทึกความรู้สึกเมื่อต้นปีของคุณอันโด เป็นต้น สามารถชม “บันทึกโมโมฟุคุ” ที่เขียนสุภาษิตสำคัญต่างๆ ไว้มากมาย เช่น “โชคุโซคุเซเฮย–โลกนี้มีแต่สันติภาพถ้ามีอาหารเพียงพอ” หรือวารสารไทม์ฉบับเอเชียพิเศษ “วีรบุรุษเอเชียในรอบ 60 ปี” ที่รวบรวมข่าวเกี่ยวกับคุณอันโด ในฐานะคนกล้าหาญคนหนึ่งแห่งเอเชียเอาไว้
สิ่งของมีชื่อของอาคารที่ระลึก!
โรงงานบะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปของฉันกับครัวประสบการณ์การผลิตบะหมี่ไก่
เอาละ เรามาถึงกิจกรรมหลักของวันนี้ คือทดลองผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันด้วยตัวเอง! เป็นมุมที่น่าลอง มี “โรงงานบะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปของฉัน” ที่เลือกซุปกับวัตถุดิบที่ชอบใจเอาเอง กับ “ครัวประสบการณ์การผลิตบะหมี่ไก่” โดยใช้แป้งสาลีเพื่อทำให้เป็นบะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูปด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราเอง กำลังคึกครื้นกันทั้งสองทาง เอาละ เริ่มต้นได้!
โรงงานบะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปของฉัน
ในตอนแรก ไปที่ “โรงงานบะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปของฉัน” ซึ่งอยู่ทางด้านในของอาคารที่ระลึก กลุ่มเด็กหนุ่มสาว คู่รัก พ่อแม่ลูกและคนอื่นๆ กำลังเล่นสนุกกันอย่างเต็มที่ทีเดียว นอกจากนี้ ยังเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากแดนไกลในเอเชียอีกด้วย เช่นกลุ่มคนจีนเป็นต้น ที่นี่เป็นมุมที่ผลิตบะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปเฉพาะตนเองได้ โดยเลือกซุปหรือเครื่องปรุงที่เราชอบ หรือเขียนภาพที่ชอบใจลงบนถ้วยบะหมี่ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็นต้น เริ่มจากการตรวจดูลำดับการทำที่ติดไว้บนผนัง เอาละลงมือกันได้เลย!
ในตอนแรก ฉันไปซื้อ “ถ้วย” มาจากเครื่องขายแบบหยอดเหรียญ ถ้วยราคาใบละ 300 เยน เอาละ ซื้อมาตามที่แต่ละคนต้องการได้เลย สตรีที่อยู่ข้างหลังซื้อมาแล้วถึง 3 ใบ เมื่อได้ถ้วยมาแล้ว ก่อนอื่นก็ล้างมือให้สะอาด อืม เข้าที เรื่องอาหารนั้น ต้องถูกหลักอนามัยเสียก่อน
ต่อมา ใช้ปากกาสีเมจิกมาออกแบบเป็นรูปอิสระได้ที่ส่วนว่างสีขาว ในตอนกลางของถ้วย เมื่อแอบมองคนข้างๆ บางคนระบายสีเป็นดอกไม้สวยงาม บางคนระบายเป็น “ฮิโยโกะจัง” หรือโลโก้ของบะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูป บางคนระบายเป็นรูปสัตว์ประหลาดที่ดูไม่เข้าใจ …. เอ้า แล้วฉันจะวาดรูปอะไรดีนะ มั่นใจตัวเองมาก แม้จะไม่มีพรสวรรค์ในการวาดเขียนก็ตาม หลังจากครุ่นคิดไปมาหลายตลบ จึงจับปากกาหมึกเขียว แล้วบรรจงเขียนตัวโตๆ ว่า “โอยชี่ (อร่อย)” แน่ละ มันอร่อย ไม่มีปัญหา แต่อดประหลาดใจไม่ได้ถึงรสนิยมที่เห่ยๆ ของตนเอง
จับเอาถ้วยไปยังเคาน์เตอร์อย่างไม่รู้สึกกระมิดกระเมี้ยน และแล้ว พี่สาวคนสวยที่อยู่ด้านในก็หัวเราะลั่นแล้วเติมบะหมี่ให้จนเต็ม แต่ตนเองเป็นคนบังคับเครื่องกลไก เมื่อหมุนคันง้างข้างหน้าตามเข็มนาฬิกา 6 รอบ บะหมี่จะถูกติดตั้งให้ในถ้วยเช่นเดียวกับโครงสร้างชั้นบะหมี่ในป้ายนิทรรศการที่แสดงมาแล้ว
ต่อมา ถึงเวลาเลือกซุป เลือกได้ 1 ชนิดจาก 4 ชนิด คือธรรมดา (โชยุ) รวมมิตรทะเล แกงกะหรี่ และเกลือ…โดยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงชอบชนิดรวมมิตรทะเลหรือเกลือ ผู้ชายชอบชนิดธรรมดาหรือแกงกะหรี่ วันนี้ ฉันเลือกชนิดธรรมดา หรือทางเลือกที่มั่นใจที่สุด ทั้งๆ นี้ เจ้าหน้าแนะนำว่า “แกงกะหรี่รสเข้มข้น มีชีสผสมอยู่มากจนสะใจ” ซึ่งเป็นชนิดที่น่าสนใจเหมือนกัน
เอาละ ถึงเวลาเลือกเครื่องปรุง สามารถเลือกได้ 4 ชนิดจากกุ้งทอดอบแห้ง ปู หมูย่าง ชีส ข้าวโพดและสิ่งอื่นๆ รวม 12 ชนิด ไหนๆ ก็ได้โอกาสแล้ว จึงเลือกตัวฮิโยโกะจัง การ์ตูนนารุโตะ ซึ่งเป็นสินค้าไม่วางขาย เนื้อไก่ย่างถ่านไม้ที่มีขายเฉพาะเดือนนี้ หน่อไม้ฝรั่ง และไข่ สนุกทีเดียว เมื่อเลือกวัตถุดิบขณะที่จินตนาการถึงรสชาติไปด้วย และแล้วปิดฝา ห่อด้วยแผ่นฟิล์ม ในตอนสุดท้ายก็ปิด “บะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปของฉัน” ด้วยสุญญากาศ จนเสร็จ….. คงไม่แย่เกินไป แม้จะทำเองและชมเสียเอง การออกแบบ “ที่อร่อย” น่าจะอร่อยแน่ๆ
ยังไงๆ ก็มีวัตถุดิบให้เลือกมากมาย จริงๆ แล้ว มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญถึง 100 คน ร่วมกันวิจัยทางด้านนี้กันหามรุ่งหามค่ำ ตัวอย่างเช่น รสหมูย่าง (ชาชู) ที่เราคุ้นเคยกันดี เมื่อ 10 ปีก่อนมีความหนา 1.5 มม. แต่ในตอนนี้กลายเป็นลูกบาศก์ที่หนา 11 มม. เล่ากันว่า เมื่อปรับปรุงอุณหภูมิหรือเวลาต้มเคี่ยวเนื้อดิบ เวลาอบแห้งหรือสิ่งอื่นๆ กันหลายครั้งแล้ว ทำให้ผลิตเนื้อหมูย่างได้หนากว่า 1 ซม. เป็นผลจากความปรารถนาที่ไม่ลดละว่า “ถ้าไม่มีชาชู ก็ไม่มีบะหมี่ที่แท้จริง” อันนี้ก็น่าจะสืบทอดมาจากพันธุกรรมของคุณอันโดเป็นแน่แท้
ฉันรู้สึกหิวขึ้นมาในขณะที่กำลังผลิตบะหมี่อยู่เชียว! เพราะว่า เข้าไปในห้องลองชิมกันได้แล้วนี่นา ห้องนี้มีเครื่องขายแบบหยอดเหรียญ สามารถรับประทานได้ทั้งบะหมี่แปลกๆ ประจำท้องที่ตั้งแต่ภูมิภาคโทโฮคุ ภูมิภาคโอกินาวา หรือบะหมี่จำกัดเฉพาะเที่ยวบินชั้นธุรกิจ (การ์ตูนนารุโตกลายเป็นรูปเครื่องบิน) เป็นต้น แล้วยังน่าจะลองชิมอุด้งที่เล่ากันว่า รสชาติของน้ำซุปที่ญี่ปุ่นตอนเหนือกับญี่ปุ่นตอนใต้นั้นไม่เหมือนกัน รับประทานให้สนุกขณะชมสวนกลางอาคาร และนึกย้อนกลับไปถึงความยากลำบากและการคิดค้นต่างๆ ที่ได้ชมมาแล้ว (แต่ว่า รับประทานบะหมี่จากโรงงานบะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปของฉัน/ครัวประสบการณ์การผลิตบะหมี่ไก่ที่ห้องนี้ไม่ได้)
ครัวประสบการณ์การผลิตบะหมี่ไก่
เอาละ ตอนนี้เวลาบ่าย 2 โมง 25 นาที ถึงเวลาเข้าไปที่ “ครัวประสบการณ์การผลิตบะหมี่ไก่” ที่อยู่ที่ชั้น 2 เป็นห้องกว้างมาก คล้ายกับห้องเรียนวิธีปรุงอาหาร ทุกคนแยกกันนั่งที่โต๊ะหลายตัว คนที่นั่งด้วยกันกับฉันเป็นพยาบาล 4 ท่านมาจากเมืองเกียวโต เด็กชายชั้นประถมปีที่ 3 กับแม่ และชายสูงอายุ 2 คนที่บอกว่าเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ละคนต่างคาดผ้ากันเปื้อนกับผ้าโพกหัวที่ได้เตรียมกันมา แต่ทั้งหญิงและชาย ทั้งหนุ่มสาวและแก่เฒ่า ต่างโพกหัวด้วยผ้าลายฮิโยโกะจัง ก็ดูน่ารักดีไม่น้อย เมื่อฟังคำอธิบายได้คนละรอบแล้ว ต่างหันหน้าเข้าหาโต๊ะงานกันอย่างพร้อมเพรียง
ในตอนแรก เอาแป้งใส่ลงในกะละมัง (แป้งสาลี แป้งมัน หัววิตามินผสมกันอยู่แล้ว) ใช้ปลายนิ้วผสมให้เข้ากันโดยเร็ว แล้วเติมน้ำนวด (คันซุยหรือน้ำเกลือ) ค่อยๆ กลายเป็นก้อนแป้งนิ่มๆ โตๆ หลังจากนั้น นวดต่อๆๆ ไป นวดจนกลายเป็นก้อนที่มีขนาดกำหมัดของตัวเอง เจ้าหน้าที่ของอาคารที่ระลึกเร่งแบบน่ารักน่าชังว่า “นวดเร็วๆ หน่อย” หากแต่จริงๆ แล้วรู้สึกว่าเหนื่อยอยู่ไม่น้อย
ต่อมา ใช้ไม้รูปทรงกระบอกมารีดแป้งให้เป็นแผ่นบะหมี่ดิบ ตอนนี้ก็ยากกว่าที่นึกไว้ หากไม่ใส่น้ำหนักตัวเองลงไปมากพอ ก็รีดไม่ได้ ก็เลยได้สัจธรรมอย่างหนึ่งว่า การทำบะหมี่นั้นต้องใช้พลังกายจำนวนมหาศาล เมื่อรีดจนได้ความหนา 1 ซม. ก็ใส่ลงในเครื่องทำเส้นบะหมี่ หมุนคันง้างหลายๆ รอบ กรีดเนื้อแป้งที่ไหลออกมาระหว่างลูกกลิ้งให้สม่ำเสมอ ไม่ได้หมุนแค่ 1 หรือ 2 รอบ แต่ต้องหมุนประมาณ 10 รอบเชียวหละ ฉันเคยคิดว่า ถ้าจะผลิตเส้นอุด้งแล้ว ต้องลุกขึ้นเหยียบด้วยเท้าหรือโยกด้วยสะเอว แต่กระบวนการในตอนนี้ก็คล้ายคลึงกัน เมื่อยแขนขวาขึ้นมาแล้วซี หน้าผากก็เต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโตๆ
วางแป้งดิบให้พักที่ตรงนี้ไว้สักชั่วครู่หนึ่ง ในช่วงนี้ หันมาออกแบบบรรจุภัณฑ์กันอีกครั้งหนึ่ง คิดว่า ในตอนนี้ฉันต้องออกแบบให้แจ๋วไปเลย ….. แต่สิ่งที่เขียนได้มีเพียงคำว่า “ทำได้แล้ว” ลงบนถ้วยใส่บะหมี่ที่บรรจุน้ำร้อนเอาไว้ แค่นั้นเอง เฮ้อ อะไรๆ ก็น่าเสียใจ
เมื่อรอให้บ่มชั่วครู่หนึ่งแล้ว ก็หันกลับมาที่เครื่องทำเส้นบะหมี่ ในตอนสุดท้าย รีดจนหนา 0.7 มม. ยาวประมาณ 2 เมตรทีเดียว ต่อไป หั่นบะหมี่ให้เป็นเส้นเล็กๆ ใช้ที่ตัดของเครื่องทำเส้นบะหมี่ มาหั่นบะหมี่จนเป็นเส้นคล้ายกับแส้ จับมารวบกันไว้ และใช้กรรไกรตัดออกให้สั้น ได้ความยาวประมาณ 20 ซม. คิดว่า ความยาวแค่นี้น่าจะพอดีที่จะซด ดูดและกลืนบะหมี่ได้อย่างคล่องคอ แล้วจึงชั่งให้ได้น้ำหนัก 100 กรัม แบ่งเป็นก้อนละมื้อ
เอาละ กลายเป็นเส้นบะหมี่เสียที กลับมาเขียนรูปต่อในตอนที่เจ้าหน้าที่ของอาคารที่ระลึกนำไปนึ่งเส้นบะหมี่ให้ ยังไงๆ ก็เป็นช่วงเวลาที่สู้รบปรบมือกับบรรจุภัณฑ์ของบะหมี่แล้วซี ผลงานของเด็กชั้นประถมที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามกัน เป็นข้อความที่เขียนเน้นว่า “3 นาทีในน้ำร้อน 1 นาทีในหม้อต้ม สำเร็จออกมาเป็นบะหมี่ไก่สำเร็จรูป” น่าชื่นชม เป็นฝีมือการเขียนลายเส้นปากกาที่รสนิยมดีทีเดียว คุณพยาบาลที่นั่งข้างๆ กำลังท้าทายกับการเอาฮิโยโกะจังมาอาบน้ำหรือทำเป็นลูกบอลหิมะหรือสโนว์บอลล์ เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยสีสันและสนุกสนาน ฉันก็ไม่ยอมแพ้ เพราะเพิ่มแถบสีแสดลงบนบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง
ระหว่างที่ทำเช่นนี้ นึ่งบะหมี่จนสุกแล้ว จึงไปขอใช้ทัพพีตักและเติมซุปมา บรรจงใช้นิ้วเขี่ยบะหมี่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของอาคารที่ระลึกแนะนำว่า “เขี่ยเร็วๆ ผสมให้ได้เร็วๆ” พอบอกว่า “เขี่ยให้ลุ่ยออกหมด ขยี้ให้น้ำซุปเข้าจนถึงเนื้อบะหมี่” ทุกคนนิ่งเงียบ เอาแต่กุลีกุจอจัดการกับเส้นบะหมี่ของตนเอง
และแล้ว ใส่บะหมี่ที่ได้ลงในแม่พิมพ์ หย่อนลงในกระทะที่มีน้ำมันอุณหภูมิสูงถึง 160 องศาเซลเซียส อันนี้เป็นงานที่ยุ่งยากและมีอันตราย เจ้าหน้าที่ของอาคารที่ระลึกจึงทำให้แทนที่พวกเราทุกๆ คน บะหมี่ส่งเสียงซู่ซ่า กลายเป็นสีน้ำตาลในน้ำมันที่ร้อนจัด นี่คือ “วิธีทอดและอบแห้งทันที” ที่ใช้กันมาตั้งแต่คุณอันโดได้ประดิษฐ์ขึ้นในตอนแรก ดูท่าทางมีพลัง เมื่อมองกันแบบตรงไปตรงมา เอาละ ทำได้เสร็จแล้ว พนักงานของอาคารที่ระลึกบรรจุบะหมี่ที่สุกแล้วเข้ากับบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบเมื่อครู่ เป็นอันเสร็จพิธี แถบสีแสด ดูๆ ก็เก๋ไม่เบาเชียวล่ะ
เหลียวมองนาฬิกา เวลาผ่านไปแล้ว 90 นาที ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวจริงๆ สนุกไม่เบาเลยนะ จากแป้งผงธรรมดาๆ ค่อยๆ เปลี่ยนรูป จนกลายเป็นบะหมี่ที่รับประทานได้ คุณพยาบาลคนสวยที่นั่งข้างๆ ก็พูดกันว่า “สนุกจริงๆ ค่ะ” “ตื่นเต้น เพราะได้ลองทำเอง” และ”เวลารับประทานก็ง่าย แต่พอทำดูแล้วยากจริงๆ ค่ะ” ฉันเห็นด้วยทุกประการ
สำหรับครัวประสบการณ์การผลิตบะหมี่ไก่แห่งนี้ จะต้องจองล่วงหน้า ค่าร่วมกิจกรรม 500 เยน ตั้งแต่นักเรียนมัธยมขึ้นไปจนถึงผู้ใหญ่ และ 300 เยน สำหรับนักเรียนชั้นประถม นักเรียนประถมต้องอยู่ชั้นประถม 3 ขึ้นไป ถ้าอยู่ชั้นต่ำกว่านี้ ต้องมีครูหรือผู้ปกครองคอยช่วยเหลือในการปฏิบัติงาน
อุโมงค์เวลาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ในตอนสุดท้าย เดินทางทะลุผ่านอุโมงค์เวลาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยในมือก็ถือ “บะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปของฉัน” แบบไม่เหมือนใคร และ “บะหมี่ไก่” ที่ผลิตเองไว้อีกด้วย เป็น “อุโมงค์เวลาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ที่แสดงไว้ตามลำดับปี เริ่มต้นจากสินค้า “บะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูป” ชิ้นที่ 1 ในปี 2501 จนถึงบรรจุภัณฑ์สินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่นิชชินฟูดส์วางจำหน่ายอยู่จนถึงปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์มีอยู่มากมายประมาณ 800 ชนิด สามารถเข้าใจได้อย่างดีว่า ตั้งแต่วางจำหน่ายบะหมี่ไก่กึ่งสำเร็จรูปจนหลายปีให้หลังนั้น มีสินค้ารสแกงกะหรี่หรือยาคิโซบะและสินค้าอื่นๆ ขึ้นมาอีกด้วย
ผู้ชายหยุดชะงักดูที่บะหมี่ถ้วยสำเร็จรูปในปี 2514 คงจะนึกถึงสมัยที่ตัวเองยังเล็กอยู่ เมื่อมองดูความเปลี่ยนแปลงของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเช่นนี้ ก็เหมือนกับท่องเที่ยวผ่านเครื่องจักรกลย้อนเวลากันทีเดียว เมื่อวางจำหน่าย “ยาคิโซบะจานบิน (UFO)” นักร้องกลุ่มพิงค์เลดี้ยอดฮิตสมัยนั้นเต้นไปรอไป 3 นาที (แหม คงเดาอายุของคนเขียนได้ละซี….. ฮิฮิ) หรือรับประทานเมื่ออ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้พูดได้ว่า บะหมี่เป็นเหมือนกับจดหมายเหตุของชีวิตเสียทีเดียว
ใกล้ๆ ปากทางออกของอุโมงค์ เป็นบะหมี่ในระยะปัจจุบัน มีการสะท้อนถึงความจำเป็นของยุคสมัย เช่นวางจำหน่ายถ้วยบะหมี่ที่ใช้งานได้หลายครั้ง เป็นต้น นี่คือบะหมี่กึ่งสำเร็จที่ซึมซาบเข้าไปในชีวิตของผู้คน ทำให้รู้สึกว่ายุคสมัยก็สาวเท้าและไล่ล่าพวกเรากันไปด้วย
อิเคดะ ซึ่งเป็นที่เกิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนั้น
สามารถสนุกกับ “เส้นทางสายประวัติศาสตร์”
ได้ไม่น้อยทีเดียว
เมืองอิเคดะ ที่อยู่ทางเหนือของเมืองโอซากานั้น พัฒนามาจากเมืองศูนย์กลางการกระจายสินค้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ เล่ากันว่า ถนนโบราณ “โนเซไคโด” ที่ผ่านในแนวเหนือใต้ของเมือง เชื่อมโยงเมืองใหญ่คือโอซากา กับโมเซและทันบะที่อยู่ลึกเข้าไป หรือเมืองในกำกับของโอซากา มีผู้คนจอแจเพราะลำเลียงไม้แปรรูป เสื้อผ้า สุราและสินค้าต่างๆ ไปมา จากทัศนียภาพของเมืองโบราณ ยังมีโกดังที่เก็บของยี่ห้อสุรามีชื่อ “โกจุน” หรือ “มิโดริอิชิ” ทำให้นึกถึงชื่อเสียงอันเลื่องลือในสมัยก่อน ที่พิพิธภัณฑ์การละเล่นหลุดคำหรือราคุโงะ “ราคุโงะมิวเซียม” นั้น สามารถจินตนาการถึงเมืองอิเคดะในสมัยเอโดะได้จากศิลปะเล่นหลุดคำระดับขุนนางที่นำเอาอิเคดะเป็นสถานที่และเป็นตัวเอก เช่น “อุชิโฮเมะ” หรือ “อิเคดะโนอิโนชิชิไง” เดิมเรียกตัวเมืองอิเคดะกันว่า “เมืองหลวงทางเหนือ” ยังขอแนะนำให้ขึ้นไปชมตัวเมืองมาจาก “อุทยานประวัติศาสตร์อิเคดะ” ที่อยู่บนเนินเขาเล็กๆ อีกด้วย